Basketband ประกอบด้วยสมาชิก (ณ ปัจจุบัน) 8 คน ทั้งแปดประกอบอาชีพแตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเป็นคนเขียนหนังสือ ครีเอทีฟโฆษณา นักศึกษา นักแต่งเพลง นักการตลาดส่งออก อะเรนเจอร์ ออร์แก
ไนเซอร์ และดีไซเนอร์อิสระ นอกจากบทเพลงแล้ว ความน่าสนใจของ Basketband ยังอยู่ที่พวกเขารวมตัว
กันในรูปแบบของสหกรณ์
"มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันใหม่สำหรับการทำธุรกิจเพลงที่ค่อนข้างซับซ้อน"
แนวคิดเรื่องสหกรณ์นี้เริ่มต้นอู่ในหัวของอรินธรณ์เมื่อหลายปีก่อน ขณะนั้น เขา (อรินธรณ์) ธนะ
รัตรสาร และอาร์ต-ธันวรักษ์ แสงเอก มีโอกาสได้มาทำงานร่วมกันในห้องบันทึกเสียงให้กับอัลบั้มเพลงนอก
กระแสอัลบั้มหนึ่งนั่นคือ 'ดอกไม้ยังมี' ของ 'วารุ' ทั้งสี่คนถูกอัธยาศัยใจคอกันเป็นอย่างดี รวมทั้งมีความคิดใน
เรื่องต่างๆ และมีมุมมองทางด้านดนตรีคล้ายคลึงกัน แล้วธนะก็เป็นคนแรกที่ได้รับฟังความคิดเกี่ยวกับระบบ
สหกรณ์ของอรินธรณ์ ตามมาด้วยคนอื่นๆ
"ตอนนั้นผมคิดระบบสหกรณ์แล้ว" อรินธรณ์เล่า "คิดว่าต่อไปนี้จะไม่ใช้วิธีการจ้างแบบจ้างขาด แต่
จะใช้วิธีการแชร์ ก็คือมีค่าจ้าง แล้วก็มีกำไรส่วนหนึ่งมาทำงานต่อ คนที่ผมไปคุยคนแรกก็คือธนะ เพราะว่าเขา
มีประสบการณ์ในการทำวงลำดวนอัลบั้มแรกมาแล้ว เขารู้วิธีแมเนจวงดนตรีส่วนผมไม่เคยมีวงดนตรี แต่มีบริ
ษัท (ไม้ไต่คิด-บริษัทกราฟิกดีไซน์) ผมรู้วิธีแมเนจเม้นท์แบบบริษัท ผมเอาสองอย่างนี้มาผสมกัน โดยที่ไม่ตั้ง
เป็นบริษัทแต่จัดตั้งเป็นสหกรณ์ โดยมีสมาชิกร่วมสหกรณ์ ซึ่งถ้าคุณมีของดีอะไรคุณเอาของมาลง หมายความ
ว่าของนั้นอาจเป็นงานประพันธ์เพลง เราก็จะจ่ายค่าตอบแทนให้ในอัตราสหกรณ์ที่เราดีลกัน ซึ่งอัตราของเราก็
เป็นอัตรามาตรฐานแบบที่ค่ายเพลงเขาจ่ายกัน และเมื่อมีผลกำไร เราก็ชี้แจงผลกำไรให้คุณเห็นได้ซึ่งปกติพวก
นี้บริษัทจะไม่ทำ แต่เรามีปรัชญาร่วมกันคือ ผลกำไรนั้นเราเอากลับมาลงทุนต่อ และก็เอามาจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยง
คนที่มาช่วยเหลืองานเรา เช่น นักดนตรีสนับสนุน เขาไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์เราให้ค่าใช้จ่ายเขา ซึ่งคนที่เป็น
สมาชิกจะรู้ว่าจ่ายเงินไปเท่าไหร่ คือจะเห็นตัวเลขเข้าออกตลอด"
อรินธรณ์เริ่มต้นดำเนินการ ด้วยการรื้อห้องเก็บของที่ออฟฟิศบริษัทไม้ไต่คิดสร้างเป็นห้องบันทึก
เสียง จากนั้นมันก็พัฒนาไปตามกระบวนการของการผลิตงานพร้อมกับมีสมาชิกคนอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ
เช่น เมื่อธนะแต่งทำนองมา อรินธรณ์ก็จะเป็นคนเขียนเนื้อร้อง แล้วอาร์ตก็จะรับหน้าที่เรียบเรียงดนตรี เมื่อ
เสร็จเรียบร้อยก็ถึงตาของนักร้องนำ ซึ่งก็คือธนะเอง แต่ถ้ามีเพลงไหนที่เสียงร้องของธนะไม่เหมาะ พวกเขาก็
จะไปชักชวนคนที่รู้จักมาร้อง รวมทั้งชวนกันมาเล่นดนตรีในห้องอัดอีกส่วนหนึ่ง เกิดเป็นสมาชิกสหกรณ์คน
อื่น ๆ เพิ่มขึ้นจนเป็นแปดคน
"ฉะนั้น มันก็เลยเกิดคอนเซ็ปต์ว่า แต่ละคนมีของดีของตัวเอง เราชักชวนคนที่มีของดีที่อยากทำงาน
ดนตรีมาทำร่วมกัน" สิ่งที่อรินธรณ์บอก มีความหมายเดียวกับภาษาอังกฤษบนปกซีดีที่เขียนว่า :
" We believed there is a difference in all individuals"
คำว่าสหกรณ์ ทำให้ผมอดนึกถึงสมัยตอนเป็นเด็กนักเรียนไม่ได้ แน่นอนว่า พื้นฐานความคิดของ
อรินธรณ์ก็มีที่มาจากตรงนั้น
"สมัยเด็ก ๆ เราจะมีสหกรณ์โรงเรียน ถ้าเราเป็นสมาชิกสหกรณ์ สิ้นปีเราก็มีเงินปันผลและเวลาประ
ชุมสหกรณ์เราก็สามารถเสนอความคิดได้ เรารู้สึกมีปากมีเสียง พอโตขึ้นไปเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผมเคย
เป็นคณะกรรมการของสหกรณ์ ก็พบว่าสหกรณ์เป็นรูปแบบธุรกิจที่มีผลกำไรและเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะ
ว่ามันเป็นการนำของดี ๆ ที่แต่ละคนมี เช่นถ้าผมมีของดี ๆ อย่าง สมมุติผมทำผลิตภัณฑ์ขาตั้งเฟรมวาดรูป ผม
ก็สามารถเอาไปฝากสหกรณ์ขายได้ สหกรณ์ก็รับฝากขาย ได้ทุนกลับมาคืนผมซึ่งเป็นผู้ฝากขาย สหกรณืได้รับ
กำไรส่วนต่าง แล้วก็เอามาทำนุบำรุงสหกรณ์ ติดแอร์ทำโน่นทำนี่
"ผมคิดว่าวิธีนี้ดี น่าสนใจ ที่เราจะทำนุบำรุงห้องบันทึกเสียงของเราได้ และก็ทำนุบำรุงคนที่เป็นสมา
ชิกได้ เพราะว่าเขาก็เหมือนเอาของมา แล้วเราก็แลกจ่ายค่าตอบแทนพร้อมกับสหกรณืก็หาผลกำไรเลี้ยงตัวมัน
ไป คือเป็นตัวธุรกิจในรูปแบบของสหกรณ์ ไม่ได้เอาเงินไปเข้ากระเป๋าบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วก็มีโอกาสขยาย
ได้ คือมีหุ้นมากขึ้นได้ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่ดี และก็ยั่งยืน ผมใช้คำว่ายั่งยืนนะ เพราะว่าวงดนตรี
ปัจจุบันนี้รวมวงกัน พอดังแล้วก็แตก เพราะไม่ได้ถูกดีไซน์ให้ยั่งยืนไว้"
อีกประการหนึ่งที่เป็นข้อดีของสหกรณ์ทางดนตรีแห่งนี้ก็คือ ลิขสิทธิ์เพลงจะอยู่กับผู้ประพันธ์ อริน-
ธรณ์เน้นในเรื่องนี้มากเพราะเขาเองก็เป็นนักแต่งเพลงคนหนึ่งเหมือนกัน
สำหรับทุนทรัพย์ในการให้กำเนิด Basketband ก้อนแรกมาจากเงินส่วนตัวของอรินธรณ์ทั้งหมด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจเรียกว่าเขาเป็นนายทุนได้
"ในทุนก้อนนี้ก็เหมือนเวลาเราตั้งบริษัทบริษัทหนึ่ง ก็ต้องมีผู้ร่วมทุน เพียงแต่ว่าผมชัดเจนมากคือ
ผมตั้งระบบนี้ขึ้นมา ผมออกทุนทุนนี้ เมื่อสหกรณ์มีกำไร ก็คืนเงินต้นกลับมาให้ คือเหมือนกู้ เหมือนยืมตังผม
ไปก่อน โดยที่ผู้ให้ยืมคือผมกำหนดไว้ว่า ข้อที่หนึ่ง ถ้าสหกรณ์ขาดทุน เลิก เพราะแสดงว่าไปไม่รอด ข้อที่สอง
ไม่เอาดอกเบี้ย เหมือนทำกองทุนเพื่องานเพลง ข้อที่สาม ถ้ามีรายได้เข้ามาเมื่อไหร่ค่อยคืน ง่ายมากเลย ก็โปร่ง
แล้ว ใช้อะไรไปก็จดไว้สิ ทำบัญชีไว้ เผอิญผมเรียนบัญชีครับ ก็เลยคิดออกมั๊ง"
ผมถามอรินธรณ์อีกครั้งถึงผลลัพธ์หากสหกรณ์ขาดทุน
"ถ้าขาดทุนผมรับผิดชอบ ขาดทุนคือการขายไม่ได้ ผมทำบนความเขื่อว่าขายได้ แต่ถ้าขายไม่ได้ ก็
คือการไม่ได้รับการตอบรับ ผมก็ต้องมานั่งทบทวน
แม้จะเป็นระบบสหกรณ์ แต่การเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดนตรีแห่งนี้ก็มีองค์ประกอบทุกอย่างแบบ
มืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดจำหน่ายหรือการประชาสัมพันธ์ เพียงแต่มันอยู่ในระดับสเกลธุรกิจแบบพอเพียง
เท่านั้น
"เราไม่ต้องใช้เม็ดเงินในส่วนที่ฟุ่มเฟือยมากนัก แต่เอามาลงในส่วนที่สำคัญ ถ้าทำระบบให้ดี ผมว่า
เราไปรอดฉะนั้นก็เลยมีความเสี่ยงต่ำ แต่มีมั๊ย มี ใครเป็นคนดูแลความเสี่ยง ผม แล้วถ้ามันไม่ได้ได้คืนกลับมา
ผมจะทำยังไง ผมบอกน้องๆ ว่า ไม่ได้คืนกลับมา ขอตั้งสติ แล้วลองใหม่ เราต้องทบทวนว่าเรามีอะไรผิดพลาด
ไป ระบบนี้รอดได้ด้วยวิธีเดียวครับ คือรอดได้ด้วยผู้สนับสนุน และผู้สนับสนุนก็คือผู้ฟัง"
ผมไม่ลืมถามว่า แล้วเขาได้อะไร ?
"สตางค์ตอนนี้ยังไม่ได้ครับ" เขายิ้ม "แต่ไม่คิดว่าจะไม่ได้ พูดกันตามตรง คิดว่าวันหนึ่งเราจะได้
เพราะว่าเราทำงาน เราตั้งใจเสียอย่างมันต้องได้ แต่ว่าปัจจัยเรื่องเินไม่ใช่เรื่องใหญ่ของผม ณ วินาทีนี้ไง ผมรู้
สึกว่าเราได้นำเสนอผลงาน ถ้าเรามีทุนทรัพย์ต่อเนื่อง โอกาสที่เราจะทำงานต่อมันก็มี แล้ววันนั้นมันก็จะดีเอง
และคนที่อยู่ในสหกรณ์ทั้งหมดก็น่าจะดีตามกัน คือได้ทำงานแล้วก็เลี้ยงชีพไปได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะ เท่านี้ก็น่า
จะแฮปปี้แล้ว"
อรินธรณ์บอกว่าใครที่คิดว่าตัวเองมี 'ของ' ก็สามารถส่งมาให้เขาพิจารณาได้ทั้งนี้รับรองเรื่องทรัพย์
สินทางปัญญา รับประกันว่าจะไม่ถูกก๊อปปี้แน่นอน เสนอได้ และก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้ โดยมีข้อ
แม้แค่เรื่องเดียวคือต้องผ่านมติเห็นชอบจากสมาชิกรุ่นแรกเสียก่อน
ถ้าระบบสหกรณ์ความคิดของอรินธรณ์ไปได้สวย ดอกผลของมันในอนาคตอาจไม่จำกัดรูปแบบอยู่
แค่วงดนตรีเสมอไป